All posts by sawkitty



ทัวร์เกาะรอกตรัง

เกาะรอก ตรัง

เกาะรอกเป็นเกาะที่สวยงาม และมีความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ถ้าพูดถึงชาดหาดและโลกใต้น้ำ เกาะรอกเป็นเกาะที่ครบครันที่สุดสำหรับจังหวัดตรัง

เกาะรอกเป็นเกาะที่อยู่ระหว่าง ตรัง กระบี่ ดังนั้น หากมีคำถามว่า “เกาะรอกเดินทางอย่างไร” คำตอบก็คือเกาะรอกเดินทางได้จากภูเก็ต ใช้เวลา 2ชั่วโมงโดยเรือเร็ว
เกาะรอกเดินทางจากกระบี่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยเรือเร็ว
การเดินทางไปเกาะรอกจากตรังนั้น ใช้เวลาน้อยที่สุด ประมาณ 45 นาที

ทัวร์เกาะรอก
น้ำทะเลสีสวย ที่เกาะรอก

ที่พักบนเกาะรอก ตรัง

ที่พักนั้นจะเป็นบ้านพักของอุทยาน ซึ่งต้องจองผ่านทัวร์ หรืออุทยานโดยตรง แต่ด้วยความที่เกาะรอกเป็นเกาะที่ยังสมบูรณ์และมีธรรมชาติสวยงาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมกางเต๊นท์แคมปิ้งกันมากกว่า ซึ่งง่าย สะดวก และราคาถูก

ทัวร์เกาะรอก ตรัง ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ก็คือ ทัวร์เกาะรอกนอก รอกใน วันเดียวไปกลับ

โปรแกรมทัวร์เกาะรอก เช้าไปเย็นกลับ  

 08.30น    เช็คอินพร้อมกัน ณ ออฟฟิศ (สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการรถรับส่ง)

 09.30น    พร้อมกันที่ท่าเรือคลองสน ตรัง ลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะไหงหรือเกาะมุก แวะรับลูกค้า ตามจุดนัดพบ จากนั้นมุ่งหน้าสู่เกาะรอก ราชินีแห่งอันดามัน ถึงจุดดำน้ำ บริเวณหลักเขตของเกาะรอกนอก สัมผัสกับบ้านปลาการ์ตูน และฝูงปลาน้อยใหญ่ มากมายรายล้อมรอบตัว พร้อมด้วยปะการังที่ยังคงความสมบูรณ์

ทัวร์เกาะรอก
น้ำใสเห็นปะการัง ที่เกาะรอก

 11.30น    นำท่านเข้าสู่บริเวณหาดทรายที่ขาวละเอียดเหมือนแป้ง ต่อด้วยรับประทานอาหารเที่ยง อร่อยๆแบบบุฟเฟ่ต์ หลังจากนั้นพักผ่อน ถ่ายภาพ เล่นน้ำ ตามอัธยาศัย

 13.30น    ดำน้ำหน้าอุทยาน เป็นจุดดำน้าที่ดีที่สุดอีกจุดของเกาะรอก

ทัวร์เกาะรอก
ปะการังน้ำตื้น ที่เกาะรอก

 14.30น    ดำน้ำ จุดสุดท้ายของเกาะ  เป็นจุดร่องน้ำระหว่างเกาะรอกนอก และเกาะรอกใน น้ำใสกิ๊งสามารถเห็นปะการังได้จากบนเรือ นักท่องเที่ยวสามารถพบกับปลาไหลมอเล่ย์ และฝูงปลาใหญ่ๆได้ไม่ยาก ณ จุดนี้  พักเหนื่อยและรับประทานอาหารว่าง  ตรวจสัมภาระส่วนตัวเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางกลับ

1 5.30น    ถึงท่าเทียบเรือคลองสน เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ พร้อมด้วยความประทับใจในการบริการ
**โปรแกรมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศและความเหมาะสม

อัตราค่าบริการ
ผู้ใหญ่  1,600/ท่าน
เด็ก(3-10ขวบ)  1,300/ท่าน

อัตรานี้รวม:
ค่าอาหารกลางวัน+ ของว่าง(ผลไม้,น้ำอัดลม,ขนมหวาน,กาแฟ,น้ำแข็ง)
ค่าธรรมเนียมอุทยาน (คนไทย)
อุปกรณ์ดำน้ำตื้น
ประกันอุบัตเหตุ
มัคคุเทศก็ดูแลตลอดการเดินทาง

**หมายเหตุ

-เพิ่มค่าธรรมเนียมอุทยานชาวต่างชาติ ท่านละ 400 บาท
-มีบริการ รับ-ส่ง รอบตัวเมืองตรัง ท่านละ 100 บาท
-มีบริการรถ รับ-ส่ง สนามบินตรัง ท่านละ 200 บาท
-มีเรือออกทุกวัน (1 พ.ย.ุ60-15 พ.ค. 61)


โทร.. 0817191799
Line  0817191799

 



สันหลังมังกรเผือก ๑ ใน ๖ สันหลังมังกรแห่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดตรัง

สวัสดีค่ะ

บล็อกใหม่วันนี้ของสาวจะพาทุกคนไปเที่ยวสาถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดตรัง นั่นคือ “สันหลังมังกรเผือก” ๑ ใน ๖ สันหลังมังกรแห่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดตรัง หลายคนอาจได้ยินชื่อสันหลังมังกรสตูลมาบ่อย จริงๆ แล้วในจังหวัดตรังเองก็มีสันหลังมังกรเช่นเดียวกัน ซึ่งมีทั้งหมด ๖ ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย ๑. สันหลังมังกรเหลือง ๒. สันหลังมังกรเกล็ดทองคำ ๓. สันหลังมังกรหยก ๔. สันหลังมังกรนิล ๕. สันหลังมังกรทับทิมสยาม และ ๖. สันหลังมังกรเผือก ซึ่งสาวจะพาทุกคนไปในวันนี้นั่นเอง

รายละเอียดเพิ่มเติมสาวตั้งไว้ในกระทู้นี้ค่ะ

http://pantip.com/topic/34919153

ทริปนี้สาวตามนายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังไปค่ะ มีน้องโทรมาชวนบอกว่ามีรถตู้สำหรับสื่อ ๒ คันสาวเลยได้ไปด้วย

สันหลังมังกรเผือก ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง มีลักษณะเป็นสันเนินทรายทอดยาวจากหัวเกาะบ้านมดตะนอยเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 กม. จะโผล่ขึ้นยามน้ำลด ลำตัวเป็นสันทรายสีขาว ชมพู และเทา เหมือนผิวช้างเผือก ทอดยาวความยาวกว่า 3 กม. ขาจะกางออกเหมือนมังกรจีน เมื่อโล้คลื่นและแสงอาทิตย์สาดส่อง มองเห็นเหมือนมังกรสีเผือกแหวกว่ายอยู่กลางทะเล บางช่วงเนินสันหลังเมื่อได้รับการสัมผัสกับเท้า จะรู้สึกถึงความลุ่มลึกเหมือนผิวหิมะอีกด้วย

เมื่อไปถึงมีป้ายต้อนรับ พร้อมรายละเอียดคร่าวๆ

มีภาพประกอบเยอะเลย

มากับผู้ว่า ฯ ก็ต้องถ่ายรูปสักนิด

วันนี้แดดร้อนมาก ฟ้าสวยเชียว

ไล่ไปเรื่อยๆ

ฝั่งนี้ก็สวยดี

มีเรือผ่านมาด้วย ชอบจัง

อีกสักรูปก่อนเข้าด้านใน

เข้ามาในส่วนของพิธีการค่ะ เริ่มจากการแสดงรองเง็งต้อนรับ

ผู้ว่า ฯ ของเราร่วมตีกลองด้วย น่ารักมาก

มีคนแก่สีไวโอลีนประกอบ

ตีกลองแล้วก็รำต่อ

จากนั้นก็เป็นการกล่าวเปิดกิจกรรม

ชาวบ้านมองด้วยรอยยิ้ม

คนมาเยอะพอสมควร

เด็กน้อย

ตากลมมาก

ยุคนี้ต้องถ่ายรูป

ยุคเก่า หรือเปล่า ^^

สาวน้อยเตรียมแสดง แต่แสดงช่วงกินข้าวถ่ายรูปไม่ทันค่ะ

ชอบน้องคนนี้สวย

ก่อนเดินชมสันหลังมังกร เติมพลังด้วยน้ำมะพร้าวก่อนค่ะ

กินน้ำเสร็จ กินข้าว เรียบร้อยพร้อมค่ะ

น้ำยังสูงอยู่ ยังมีคนหาปลาฝั่งโน้น

ก่อนเดินชมสันหลังมังกรเผือก ปล่อยปลากันก่อนค่ะ

เดินกันค่ะ ระยะทางไปกลับ ๗ กิโลเมตร

สื่อตรังค่ะ

การไปสันหลังมังกรต้องรอน้ำแห้ง ถึงจะเดินได้ มีบางช่วงน้ำยังไม่แห้งต้องเดินลุยน้ำ

แต่ส่วนใหญ่ก็แห้งเกือบหมด

วันนี้ฟ้าสวย

อีกมุม

กิ่งไม้แห้ง สวยดี

รอยเท้าที่ก้าว

มุมนี้ก็สวย

มุมกว้าง สวยดี

ฟ้าสวยมาก

และร้อนมากเช่นกัน

ชอบรูปนี้

มีเรือผ่านไกลๆ

ไกลๆ ตรงนั้นคือ ฝั่งหาดยาว

ใกล้ถึงต้นทางแล้ว ผู้ว่า ฯ กับหัวหน้าส่วนไปรอเราอยู่

มุมนี้ก็สวย

ซูมเรือ

ถึงแล้ว ทันผู้ว่า ฯ นั่งสมาธิพอดี

มีคลื่นมาด้วย

เสร็จแล้วถ่ายรูปหมู่ผู้พิชิต เดินไกลมาก ^^

ได้เวลาเดินกลับ เห็นสันหลังมังกรชัดเจน

ถ่ายย้อนไปทางหัวมังกร

กลับกันเถอะ 3.5 กม.อีกรอบ

เหมือนฟ้าใกล้เรา

หรือเดินกลางทะเลทราย

ทีนี้เรามาดูความงดงามบนพื้นทรายกันค่ะ

กระดองปู

ปูน้อย

ซากไม้

มาที่ลิบงต้องมีหญ้าทะเล อาหารของพยูน

เด็กน้อย

ใกล้ถึงแล้ว

พาโนรามาริมหาด

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



“เปิดการอ่าน สร้างลานศิลป์ พบศิลปินถิ่นใต้” กิจกรรมดีดีที่น่าสนใจ

สวัสดีค่ะ

วันนี้สาวมาเพื่อนไปชมกิจกรรมดีดีที่น่าสนใจในตรังกันต่อ วันนี้เป็นการเสวนา ในเรื่อง “เปิดการอ่าน สร้างลานศิลป์ พบศิลปินถิ่นใต้” งานนี้จัดขึ้นเเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๙ โดยช่วงเช้า เริ่มจากเปิดปูมนักเขียนตรัง ช่วงที่ ๑ โดย อาจารย์สุนทรี สังขอยุทธ์ ต่อด้วยพิธีเปิดโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เริ่มจากเปิดปูมนักเขียนตรัง ช่วงที่ ๒ อ่านบทกวี โดยกวีเมืองตรัง โดย อาจารย์สมเจตนา มุนีโมไนย และพบภาษาถิ่นกับศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงปี ๒๕๕๗ อาจารย์ณรงค์ จันทร์พุ่ม

ภาคบ่าย เริ่มจาก เวทีแลกเปลี่ยน “จากหน้ากระดาษถึงหน้าจอ” โดยจำนง ศรีนคร ต่อด้วยเสวนา “เส้นทางสู่นักเขียน” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ ๑. อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ป๊ ๒๕๔๘,๒.อาจารย์ดรุณี เดชานุสรณ์ นักเขียนเรื่องสั้นมือรางวัล ๓.นายขจรฤทธิ์ รักษา รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๕๑ และ ๔.นายวิสุทธิ์ ขาวเนียม บทกวีรางวัลชนะเลิศนางอินทร์อวอร์ด

มาถึงงาน เราลงทะเบียนกันก่อน

มีบูธหนังสือมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

หนังสือเมืองตรัง

หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช

นำหนังสือมาจัดแสดง

นิทรรศการ นักเขียนและศิลปินถิ่นปักษ์ใต้

คุณขจรฤทธิ์ รักษา เซ็นชื่อในภาพของตน

เรื่องราวของ ๒๐ โบราณสถานตรัง

ดูด้านนอกเสร็จ เราเข้าไปรอฟังการเสวนากันค่ะ

เริ่มจากเปิดปูมนักเขียนตรัง ช่วงที่ ๑ โดย อาจารย์สุนทรี สังขอยุทธ์

ต่อด้วยพิธีเปิดโดย นายนิพันธ์ ศิริธร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

การแสดงในพิธีเปิด

หัวหน้าหอสมุดเฉลิมพระเกียรติตรัง กล่าวรายงาน

เปิดปูมนักเขียนตรัง ช่วงที่ ๒

อ่านบทกวี โดยกวีเมืองตรัง โดย อาจารย์สมเจตนา มุนีโมไนย

ภาษาถิ่นกับศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงปี ๒๕๕๗ อาจารย์ณรงค์ จันทร์พุ่ม

รูปวิทยากร และประธาน

เบรกจัดไว้อย่างสวยเลย

ของที่ระลึกสำหรับแขกผู้มีเกียรติและวิทยากร

จากนั้นเป็นเวลาพัก ช่วงพักก็จะมีการ เปิดนิทรรศการ “เทใจให้เส้นสี” ซึ่งเป็นการแสดงภาพวาดของนักเขียนเมืองตรัง

จิตรกรกับภาพวาด

กับอาจารย์ณรงค์

สวยๆ ทั้งนั้นเลย

ลายเส้นของท่านชวน

ชุดนี้ก็สวย

น้องแมวกับเจ้าของผลงาน

เด็กๆ สนใจใหญ่

กิจกรรมภาคบ่าย เริ่มจาก เวทีแลกเปลี่ยน “จากหน้ากระดาษถึงหน้าจอ” โดยจำนง ศรีนคร

ต่อด้วยเสวนา “เส้นทางสู่นักเขียน” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ ๑. อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ป๊ ๒๕๔๘,๒.อาจารย์ดรุณี เดชานุสรณ์ นักเขียนเรื่องสั้นมือรางวัล ๓.นายขจรฤทธิ์ รักษา รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๕๑ และ ๔.นายวิสุทธิ์ ขาวเนียม บทกวีรางวัลชนะเลิศนางอินทร์อวอร์ด

อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง อ่านกวีที่เธอถาม

อาจารย์ดรุณี เดชานุสรณ์ นักเขียนเรื่องสั้นมือรางวัล

นายขจรฤทธิ์ รักษา รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๕๑

เปิดโอกาสให้พี่เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนซักถามในทุกช่วง สาวเลือกมาช่วงนึง

เสร็จงานมอบของที่ระลึก

เสร็จแล้วถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ



วันเด็กประจำปี ๒๕๕๙ ณ จวนผู้ว่า่ราชการจังหวัด และตลาดสดตรัง

สวัสดีค่ะ

หายไปกับภาพภารกิจงานศพหน้าบ้านหลายวัน วันนี้เพิ่งมีเวลามาอัพบล็อกกิจกรรมที่น่าสนใจประจำปี 2559 ที่สาวดองมาเดือบสี่เดือน วันนี้ขอเริ่มกิจกรรมประจำปีด้วยงานวันเด็กนะคะ ปีนี้เป็นปีแรกที่สาวไป กิจกรรมในจังหวัดตรังจัดหลายแห่ง แต่สาวไปมาสองแห่งคือ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และ ตลาดสดค่ะ สองที่แตกต่างเรื่องพิธีการ แต่น่ารักไม่แพ้กันค่ะ

เริ่มจากที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

จวนผู้ว่า ฯ ตรัง หนูมาแล้ว

นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวเปิดงาน

พร้อมมอบประกาศนียบัตร

ถ่ายรูปหมู่

คนสนใจเยอะพอสมควร

จับรางวัลจักรยานสองคัน

เดินรอบๆ กันสักนิด ปาเป้า

ของโปรดตอนเด็กๆ

ผู้ว่า ฯ ร้องเพลง

ตอนนี้เรากำลังจะเข้าไปในจวนกันค่ะ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็น ๑ ใน ๒๐ โบราณสถาน

ทางเข้าที่มีเจ้าหน้าที่จากที่ทำการปกครองรอแจกของ

เดินมาข้างในจวน เปิดให้ชมเฉพาะด้านล่าง เด็กๆ ดูสนใจกันมาก

มุมกว้าง

โพสท่ากันน่ารัก

เกร็งนิดๆ

สาวน้อย

ยิ้มกว้าง

พ่อลูก

แม่ลูก

ถ่ายรูปด้วยความสนใจ

น่ารักมาก สาวน้อย

ได้เวลาออกไปเดินรอบๆ กันบ้าง

นางแบบ น้องหน้าบ้าน

สาวน้อย น่ารัก

จริงๆ กิจกรรมมีเยอะ แต่สาวถ่ายรูปมาน้อย เพราะคนเยอะ เลยไม่อยากเบียดมาก

หนุ่มน้อยตั้งใจระบายสีมาก

ส่งท้ายด้วยรูปนี้ ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

จุดต่อไป ตลาดสดเทศบาล เป็นงานเล็กๆ ที่เรียกรอยยิ้มได้สุดๆ เลยค่ะ

กำลังเล่นเก้าอี้ดนตรีกัน

สนุกสนานมาก

ได้ผู้ชนะแล้ว รับไป ๑๐๐ บาท

อีกหนึ่ง

ที่ชอบสุดๆ ของตลาดคือ คุณครู ครูใหญ่ รุ่นพี่

รุ่นพี่คะ อยากได้ตุ๊กตา

พักครึ่ง แดนซ์

น่ารักมาก สาวน้อย

รุ่นพี่

ปิดท้ายด้วยภาพหมู่จากตลาดสดค่ะ ขอบคุณที่แวะมา ชมภาพของสาวค่ะ



ทริปเดินป่าในกิจกรรมวันเดียวเที่ยวน้ำผุด

สวัสดีค่ะ

บล็อกใหม่วันนี้เป็นทริปที่สาวเพิ่งไปร่วมกิจกรรมมาเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา..

ทริปนี้เป็นทริปที่สาวรู้ก่อนวันจัดกิจกรรมเพียงวันเดียวจาก facebook ของพี่จอย เพื่อนสื่อในตรัง เป็นกิจกรรมที่อบต.น้ำผุดจัดขึ้นในชื่อ “กิจกรรมวันเดียวเที่ยวน้ำผุด”ด้วยความอยากไปเลยถามและหาข้อมูลจจากหลายที่ จนเจอในเว็บของอบต.น้ำผุด โชคดีที่ทางอบต.ให้เบอร์มือถือไว้ ไม่งั้นคงอดเพราะติดวันหยุดราชการ ในที่สุดสาวก็ได้ไปแบบเดี่ยวๆ (มั่นใจสุด ๆ ^^) งานนี้ฟรีค่าใช้จ่ายนะคะ

เริ่มกิจกรรมที่อบต.น้ำผุด เรานัดกันที่นี่ จากนั้นก็เดินทางไปชมพระนอนทรงเทริดมโนราห์ที่วัดภูเขาทอง ต่อด้วยบ้านทุ่งนาเพื่อเดินป่า ต่อด้วยกิจกรรมล่องแก่งเขาหลัก ถ้ำมนุษย์โบราณ ปิดทริปด้วยน้ำตกเขาหลัก วันนี้สาวขอเปิดภาพด้วย กิจกรรมเดินป่า ที่บ้านทุ่งนากันก่อน พร้อมส่งงานตะพาบด้วย

จุดนัดพบ อบต.น้ำผุด

จากนั้นก็ลงทะเบียน พร้อมรับเสื้อ

พร้อมเสบียง ประกอบด้วยน้ำสองขวด ขนมหนึ่งชิ้น (ข้าวรับอีกครั้งนึง)

พร้อมแล้วก่อนเดินทางถ่ายรูปหมู่กันก่อน

วันนี้เราเดินทางด้วยรถบัสคันเล็กๆ ค่ะ เดินทางไปชมพระนอนทรงเทริดมโนราห์ที่วัดภูเขาทองก่อน อันนี้ขอข้ามไปก่อน

ข้ามมาถึงจุดเดินป่าตั้งต้นที่บ้านทุ่งนา การเดินป่าในครั้งนี้มีคณะรวม 120 คน ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร (พี่ป่าไม้บอก) นำทีมโดยนายกอบต.น้ำผุด และร่วมดูแลเราโดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยพิทักษ์ป่าปากแจ่ม

การเดินป่าครั้งนี้ถือเป็นไฮไลท์ของทริปที่สาวตั้งใจมามากเลย แม้วันที่ไปร่างกายไม่เต็มร้อยแต่สาวก็ฝืนไปเต็มที่ เพราะอยากร่วมกิจกรรมบวชป่า แถมเจอปัญหาคือรองเท้าพังอีก แต่โชคดีมาก มีพี่ในคณะมีรองเท้าสำรอง ทุกอย่างเลยผ่านไปได้ ทริปนี้สาวไปคนเดียวค่ะ ไปหาเพื่อนเอาข้างหน้า สิ่งที่ประทับใจคือ “น้ำใจ” ที่ทุกคนหยิบยื่นให้ แม้ไม่เคยรู้จักกัน หลายครั้งสาวเกือบล้ม เกือบเอาตัวไม่รอด แต่ก็จะได้รับความห่วงใย ใส่ใจจากหลายๆ คนในคณะ

เริ่มออกเดินทางเหมือนจะสบาย เจอดอกไม้สวยๆ

มาถึงการเริ่มเดินทางอย่างแท้จริง เจอจุดแรกขอถ่ายรูปแล้วเก็บกล้องก่อนเลย

ขาไปเราต้องเดินเลาะน้ำตกขึ้นไป ต้องระวังมาก ไปโดดๆ แบบสาวต้องไปพึ่งพาข้างหน้า โชคดีมาก ทุกคนน่ารัก คอยห่วงใยดูแล แม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรก

เดินไปประมาณ 500 เมตรก็ถงจุดพักจุดแรก คือ น้ำตกห้วยครก

ที่นี่เจ้าหน้าที่จะแจกเอกสารสำหรับกรอก และบันทึกถึงต้นไม้ และสัตว์ที่ได้เจอระหว่างทาง ใครเขียนได้เยอะสุดมีรางวัล

จากนั้นนายกอบต.น้ำผุด นายวิศาตร แสงศรีได้มาเล่าถึงที่มาโครงการ สำหรับวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างจิตสำนึกให้เกิดการรักษ์ป่า และรู้คุณค่าถึงป่าต้นน้ำ ที่เราได้กินได้อาศัย โดยป่าในพื้นที่น้ำผุด อยู่ในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ซึ่งถึงว่าเป็น ๑ ใน ๘ ป่าผืนสุดท้ายที่อุดมสมบูรณ์ของไทย

ต่อจากนั้นเป็นคิวของเจ้าหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์ป่าฯ น้ำตกปากแจ่ม นำโดยนายเกรียงศักดิ์ ดีกล่อม ได้มาเล่าถึงที่มา และการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยาทแห่งชาติเขาปูเขาย่า โดยได้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช ฟังแล้วประทับใจมาก จิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่ามาเต็มๆ

ระหว่างฟังก็นั่งมองสายน้ำ

และผืนป่าไปด้วย

ก่อนเดินทางเราก็ได้รับแจกข้าว และเริ่มเดินทางต่อ

รอยเท้าของเสือปลา

การเดินทางค่อยข้างลำบาก หลายครั้งก็ลื่น แต่ก็มีเพื่อนๆ ในคณะช่วยดู นอกจากนี้ช่วงที่เราเดิน ถ้าเจอไม้ใหญ่ ทางพี่ที่มีจีวรที่ผ่านการทำพิธีสงฆ์ บวชป่าด้วย

ต้นที่สอง

มีหลายต้น แต่สาวถ่ายเท่าที่เจอ เพราะช่วงเดินต้องระวัง เลยเก็บภาพได้ไม่หมดค่ะ

เดินไปประมาณ 3.5 กิโลควน (เจ้าหน้าที่เรียกแบบนี้ ) ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนกลับ เราก็แวะกินข้าวกินที่นี่

อาหารเที่ยงของเราค่ะ

จุดนี้เป็นอีกจุดที่จะแยกย้ายกับชุดค้าง นายกอบต.น้ำผุด และพี่เจ้าหน้าที่ป่าม่าเลยกล่าวสรุปงาน

และถ่ายรูปหมู่ก่อนกลับ

จากนั้นเราก็กลับทางสบายขึ้น คือทางเขา ทีแรกก็นึกว่าจะสบาย ที่ไหนได้เหนื่อยไม่แพ้กัน และเก็งน้อยกว่านิดนึงเท่านั้นเอง

เถาวัลย์สวยๆ

ระหว่างทางได้รับความรู้มากมาย ได้รู้ว่าปลวกมีประโยชน์ต่อป่า พอไม้ล้มปลวกก็จะไปกินไม้ เพื่เปิดแสง พอแสงเปิดไม้เล็กๆ ก็จะโต ทึ่งมาก

สรุปแล้วเป็นทริปที่เหนื่อยสุดๆ และประทับใจสุดๆ เช่นกันค่ะ

ขอบคุณกิจกรรมดีดีจากอบต.น้ำผุด เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ขอบคุณที่แวะมา